
โปรแกรม RedTouch Pro ช่วยเรื่องหลุมสิวได้ไหม? หลุมสิวแบบไหนเหมาะกับเลเซอร์ 675 nm
โปรแกรม RedTouch Pro ช่วยหลุมสิวได้ไหม? ทำความเข้าใจเลเซอร์ 675 nm กับ Atrophic Acne Scars หลุมสิวแบบ Rolling, Boxcar และ Ice-pick พร้อมงานวิจัยล่าสุดในผิวคนเอเชีย


ฝ้าเป็นภาวะเม็ดสีเรื้อรังที่มีโอกาสกลับมาได้ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่รับประกันว่าจะทำให้ฝ้าหายถาวร 100%
งานวิจัยจากทีมคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลศึกษา 675 nm Laser ในผู้หญิงไทย 28 คน Fitzpatrick Skin Type III–V
ผู้เข้าร่วมได้รับการรักษา 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1 เดือน และติดตามผลถึง 6 เดือน
ค่า mMASI ซึ่งใช้ประเมินความรุนแรงของฝ้า ดีขึ้น 41% ที่ 3 เดือน และยังดีขึ้นจากก่อนรักษา 34% ที่ 6 เดือน
มากกว่า 70% ของผู้เข้าร่วมประเมินว่าฝ้าดีขึ้นอย่างน้อย 50%
ผลข้างเคียงที่พบเป็นเพียงเล็กน้อยและชั่วคราว เช่น รอยแดงหรือตกสะเก็ดเล็ก ๆ และไม่พบ PIH ในการศึกษานี้

คำถามที่พบบ่อยมากคือ “รักษาฝ้าแล้วจะหายเลยไหม?”
ฝ้า หรือ Melasma เป็นภาวะเม็ดสีที่มีลักษณะเรื้อรังและสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ แม้ฝ้าจะจางลงหลังการรักษาแล้ว ปัจจัยต่าง ๆ เช่น แสงแดด ความร้อน ฮอร์โมน และปัจจัยเฉพาะบุคคล อาจมีส่วนทำให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้นได้อีก
ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาฝ้าในปัจจุบันจึงไม่ใช่การรับประกันว่า “ฝ้าจะหายถาวร 100%” แต่เป็นการช่วยลดความเข้มของฝ้า ควบคุมไม่ให้ฝ้าเข้มขึ้นง่าย และวางแผนดูแลต่อเนื่องในระยะยาว
หนึ่งในเทคโนโลยีที่เริ่มมีข้อมูลวิจัยเพิ่มเติม คือ 675 nm Laser ซึ่งเป็นความยาวคลื่นที่ใช้ใน Program RedTouch Pro
Program RedTouch Pro ใช้เลเซอร์ความยาวคลื่น 675 nm ซึ่งอยู่ในช่วงที่เมลานินสามารถดูดซับพลังงานได้ จึงสามารถนำมาใช้กับปัญหา pigmentation ได้
นอกจากนี้ งานวิจัยยังอธิบายถึงกลไกที่อาจเกี่ยวข้องกับ Photobiomodulation ซึ่งอาจช่วยลดกระบวนการสร้างเม็ดสีผ่านการลดกิจกรรมของเอนไซม์ Tyrosinase ขณะเดียวกัน 675 nm Laser แบบ non-ablative ยังอาจมีผลต่อ dermal remodeling ซึ่งมีความน่าสนใจเนื่องจากฝ้าไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับเม็ดสีเพียงอย่างเดียว
สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Program RedTouch Pro at Reva Clinic เพิ่มเติมได้

งานวิจัย Efficacy and Safety of 675-nm Laser Monotherapy for Melasma in Fitzpatrick Skin Types III–V โดยทีมแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการตีพิมพ์ใน Dermatology and Therapy โดยศึกษาผู้หญิงไทยจำนวน 28 คน ที่มี Fitzpatrick Skin Type III–V
ผู้เข้าร่วมได้รับการรักษาด้วย 675 nm Laser จำนวน
3 Sessions → ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง → ติดตามผลถึง 6 เดือน
โดยใช้ทั้ง Moveo และ Standard modes และไม่ได้ใช้ยาชาในการรักษา
หลังการรักษา ค่า modified Melasma Area and Severity Index (mMASI) ซึ่งใช้ประเมินพื้นที่และความรุนแรงของฝ้า พบว่า
ดีขึ้น 41% ที่ 3 เดือน
และ
ยังดีขึ้นจากก่อนรักษา 34% ที่ 6 เดือน
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ด้วย Antera 3D ยังพบการลดลงของ melanin และผู้เข้าร่วมมากกว่า 70% รายงานว่าฝ้าดีขึ้นอย่างน้อย 50%
ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะไม่ได้ดูเฉพาะภาพ Before–After หลังทำทันที แต่มีการ ติดตามผลต่อเนื่องถึง 6 เดือน


ไม่ควรตีความว่า “ทำแล้วผลอยู่ 6 เดือนในทุกคน”
สิ่งที่งานวิจัยบอกได้คือ หลังทำ 675 nm Laser 3 ครั้ง ผู้เข้าร่วมโดยรวม ยังมีระดับความรุนแรงของฝ้าที่ดีขึ้นจากก่อนรักษาเมื่อติดตามถึงเดือนที่ 6 โดยค่า mMASI ดีขึ้น 34% จาก baseline ณ จุดติดตามดังกล่าว
แต่ฝ้าเป็นโรคเรื้อรัง และผลลัพธ์ของแต่ละคนแตกต่างกันได้ ดังนั้นบางคนอาจจำเป็นต้องมีการรักษาหรือ maintenance เพิ่มเติม รวมถึงควบคุมปัจจัยกระตุ้นอื่นร่วมด้วย
พูดง่าย ๆ คือ
งานวิจัยแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ยังคงดีกว่าก่อนรักษาที่ 6 เดือน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้ผลเท่ากันหรือฝ้าจะไม่กลับมาอีก



จาก protocol ของงานวิจัยนี้ ผู้เข้าร่วมได้รับการรักษา 3 ครั้ง โดยทำเดือนละ 1 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งที่เหมาะสมในการรักษาจริงไม่จำเป็นต้องเหมือนงานวิจัยทุกคน เพราะลักษณะของฝ้า ความลึกของเม็ดสี สีผิว ปัจจัยกระตุ้น และการรักษาที่เคยได้รับแตกต่างกัน
ที่ Reva Clinic จึงควรประเมินสภาพผิวและปัญหาฝ้าก่อนวางแผนจำนวนครั้งและพลังงานที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล
เรื่องนี้สำคัญ โดยเฉพาะในคนเอเชีย เพราะการใช้พลังงานกับผิวสามารถมีความเสี่ยงต่อ Post-inflammatory Hyperpigmentation (PIH) ได้
ในการศึกษาผู้หญิงไทย 28 คนนี้ ผลข้างเคียงที่รายงาน ได้แก่ รอยแดงเล็กน้อยหรือตกสะเก็ดขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเพียงชั่วคราว และไม่พบ PIH ในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรแปลผลเป็นว่า Program RedTouch Pro “ไม่มีผลข้างเคียง” เพราะงานวิจัยมีจำนวนผู้เข้าร่วมค่อนข้างจำกัด และความเสี่ยงจริงของแต่ละคนขึ้นอยู่กับสภาพผิวและวิธีการรักษาด้วย



675 nm Laser เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีข้อมูลทางคลินิกสนับสนุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงานวิจัยล่าสุดใน ผู้หญิงไทย Fitzpatrick Skin Type III–V ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่มผิวของคนไทยมากกว่างานวิจัยจากประชากรตะวันตก
ผลการศึกษาพบว่า หลังทำ 3 ครั้ง ความรุนแรงของฝ้าลดลง และยังพบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจาก baseline เมื่อติดตามถึง 6 เดือน โดยไม่พบ serious adverse events ในการศึกษานี้
แต่สิ่งสำคัญคือ ฝ้าไม่ควรถูกมองเป็นปัญหาที่ทำเลเซอร์แล้วจบ การรักษาควรเป็นการวางแผนระยะยาว ทั้งการเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับผิว การป้องกันแสงแดด การลดปัจจัยกระตุ้น และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
หากไม่แน่ใจว่าฝ้าของคุณเหมาะกับ Program RedTouch Pro หรือควรใช้วิธีอื่นร่วมด้วย สามารถเข้ามาประเมินสภาพผิวและวางแผนการรักษากับทีมแพทย์ Reva Clinic ได้
Thongjaroensirikul P, Tantrapornpong P, Bhorntarakcharoen W, et al. Efficacy and Safety of 675-nm Laser Monotherapy for Melasma in Fitzpatrick Skin Types III–V: A Prospective Pre–Post Intervention Study. Dermatology and Therapy. 2026;16(1):617–627.
อ่านงานวิจัยฉบับเต็มบน PubMed Central