
โปรแกรม RedTouch Pro ต้องทำกี่ครั้ง? กี่วันเห็นผล และอยู่ได้นานแค่ไหน?
โปรแกรม RedTouch Pro ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผล? อธิบาย Timeline หลังทำเลเซอร์ 675 nm ตั้งแต่ครั้งแรก 1 เดือน 3 เดือน ถึง 6 เดือน พร้อมแนวทางวางแผนการรักษาตามปัญหาผิว


เวลาพูดถึงการรักษาหลุมสิว หลายคนมักเริ่มจากคำถามว่า “ควรทำเลเซอร์อะไรดี?” แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ควรถามก่อนคือ หลุมสิวที่เรามีเป็นแบบไหน
เพราะคำว่า “หลุมสิว” ครอบคลุมแผลเป็นหลายลักษณะ ตั้งแต่หลุมตื้น ผิวที่ดูขรุขระ ไปจนถึงหลุมลึกหรือหลุมที่มีพังผืดดึงรั้งอยู่ด้านล่าง การเลือกเครื่องที่ดีเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับหลุมสิวทุกแบบ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีข้อมูลเพิ่มขึ้นในช่วงหลังคือ เลเซอร์ 675 nm ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในโปรแกรม RedTouch Pro โดยมีจุดเด่นด้านการกระตุ้น Collagen Remodeling และเป็น Non-ablative Laser จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการดูแล Skin Quality และหลุมสิว โดยไม่ต้องการการลอกหรือพักฟื้นมากแบบเลเซอร์ Ablative บางชนิด
ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันเริ่มมีข้อมูลใน ผิวคนเอเชียโดยตรง รองรับการใช้เลเซอร์ 675 nm สำหรับ Atrophic Acne Scars แล้ว
โปรแกรม RedTouch Pro ใช้เลเซอร์ 675 nm ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนการนำมาใช้ดูแล Atrophic Acne Scars และกระตุ้น Collagen Remodeling
งานวิจัยจาก Siriraj Hospital ในผู้ที่มี Fitzpatrick Skin Type III–IV พบการเปลี่ยนแปลงของคะแนนหลุมสิว Skin Texture และ Scar Volume หลังทำ 3 ครั้ง เดือนละครั้ง
หลุมสิวแต่ละชนิดตอบสนองต่อการรักษาไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรเลือก Treatment จากชื่อเครื่องเพียงอย่างเดียว
หลุมสิวที่มีพังผืดดึงรั้งหรือลึกมาก อาจต้องใช้ Combination Treatment ร่วมด้วย
ที่ Reva Clinic เราจึงประเมินลักษณะหลุมสิวก่อน แล้วจึงออกแบบว่าจะให้น้ำหนักกับ MOVE, STAMP หรือ Treatment อื่นร่วมกันอย่างไร

โปรแกรม RedTouch Pro ใช้พลังงานเลเซอร์ที่ความยาวคลื่น 675 nm โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ Collagen Remodeling
มีข้อมูลทาง Histology หลังการรักษาด้วยเลเซอร์ 675 nm ที่พบการสร้างเส้นใย Collagen ใหม่ในบริเวณที่ได้รับ Treatment ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมเทคโนโลยีนี้จึงถูกนำมาศึกษาต่อทั้งในเรื่อง Skin Rejuvenation และแผลเป็น
สำหรับหลุมสิว หลักคิดจึงไม่ใช่การ “เติมหลุม” ให้หายไปทันที แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิวและ Collagen อย่างค่อยเป็นค่อยไป
ผลลัพธ์จึงต้องใช้เวลา และความเปลี่ยนแปลงที่คาดหวังควรเป็นเรื่องของ ความเรียบของผิว ความลึกหรือปริมาตรของหลุม และภาพรวมของ Texture มากกว่าคาดหวังว่าหลุมสิวทุกหลุมจะหายไปจากการทำเพียงครั้งเดียว

มี และเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับคนไทย
งานวิจัยจากภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งตีพิมพ์ใน Lasers in Surgery and Medicine ปี 2026 ศึกษาผู้ใหญ่ 16 คนที่มี Atrophic Acne Scars และมี Fitzpatrick Skin Type III–IV ซึ่งเป็น Skin Phototype ที่ใกล้เคียงกับคนเอเชียจำนวนมาก
ผู้เข้าร่วมได้รับการรักษาด้วยเลเซอร์ 675 nm 3 ครั้ง ห่างกันเดือนละครั้ง โดยในแต่ละครั้งใช้ทั้ง Moveo แบบ Low-fluence Scanning และ Standard แบบ Fractional Stamping ต่อเนื่องกัน
ผลที่ 6 เดือนหลังการรักษาครั้งสุดท้ายพบว่า คะแนน Goodman and Baron Quantitative Acne Scar ลดลงเฉลี่ย 14.5% เมื่อเทียบกับก่อนรักษา และการวิเคราะห์ด้วย Antera 3D พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งด้าน Skin Texture และ Scar Volume
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ควรอ่านอย่างตรงไปตรงมา งานวิจัยมีผู้เข้าร่วมเพียง 16 คน จึงเป็นหลักฐานที่น่าสนใจและตรงกับผิวเอเชีย แต่ยังไม่ควรนำไปแปลว่า “ทำ 3 ครั้งแล้วหลุมสิวจะดีขึ้น 14.5% ในทุกคน”
งานก่อนหน้านี้ในผู้ป่วย 24 คนก็รายงานผลในทิศทางเดียวกัน โดยพบการเปลี่ยนแปลงของคะแนน Acne Scar หลังทำเลเซอร์ 675 nm จำนวน 3 Sessions และผลข้างเคียงที่รายงานส่วนใหญ่ค่อนข้างจำกัด
นี่เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าการเลือกเครื่อง
เวลาตรวจหลุมสิว เราไม่ได้ดูเพียงว่ามี “เยอะหรือน้อย” แต่ต้องดูด้วยว่า หลุมมีรูปร่างอย่างไร ลึกแค่ไหน และมีพังผืดดึงรั้งอยู่ด้านล่างหรือไม่

Rolling Scar มักมีลักษณะเป็นแอ่งกว้าง ขอบไม่ชัด ทำให้ผิวดูเป็นคลื่น โดยบางหลุมมี Fibrous Band ยึดผิวไว้กับเนื้อเยื่อด้านล่าง
ถ้ามีพังผืดดึงรั้งชัด ต่อให้กระตุ้น Collagen จากด้านบนอย่างเดียวก็อาจไม่สามารถแก้สาเหตุทั้งหมดได้ ในเคสแบบนี้แพทย์อาจพิจารณา Subcision เพื่อคลายพังผืดก่อนหรือใช้ร่วมกับ Treatment ที่ช่วยเรื่อง Collagen และ Skin Texture
ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “โปรแกรม RedTouch Pro รักษา Rolling Scar ได้ไหม?” แต่ต้องดูด้วยว่า Rolling Scar นั้นมี Tethering มากน้อยแค่ไหน

Boxcar Scar มีขอบค่อนข้างชัดและมีได้ตั้งแต่ตื้นไปจนถึงลึก
ในกลุ่มที่ไม่ลึกมาก การกระตุ้น Collagen และปรับ Texture อาจมีบทบาทได้ แต่ถ้าเป็น Deep Boxcar การรักษาเพียงวิธีเดียวอาจไม่เพียงพอ
ความลึกของหลุมจึงมีผลต่อ Treatment Plan มากกว่าการเรียกชื่อว่าเป็น Boxcar อย่างเดียว

Ice-pick Scar มีลักษณะแคบแต่ลึกลงไปในผิว
หลุมชนิดนี้มักต้องการการรักษาที่เจาะจงกับตัวหลุมมากกว่า การทำเลเซอร์เพื่อปรับ Skin Quality โดยรวมเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด
นี่เป็นเหตุผลที่คนไข้คนเดียวกันสามารถมี Treatment มากกว่าหนึ่งชนิดในใบหน้าเดียวกัน ได้ เพราะบนใบหน้าจริง เรามักไม่ได้พบ Scar Type เพียงชนิดเดียว

ตรงนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราไม่อยากมองโปรแกรม RedTouch Pro ว่าเป็นเพียงการนำหัวเครื่องมาวนทั่วใบหน้า
ที่ Reva Clinic เราใช้แนวทาง MOVE + STAMP + SPOT โดยออกแบบรายละเอียดตามปัญหาผิวของแต่ละคน
สำหรับคนที่มีหลุมสิวหรือ Texture ไม่เรียบ MOVE สามารถใช้ดูแล Overall Skin Quality และ Collagen โดยรวม ขณะที่ STAMP ช่วยให้แพทย์สามารถให้น้ำหนักกับบริเวณที่มีปัญหา Texture, Pores, Fine Lines หรือ Atrophic Scars มากขึ้น
แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างน่าสนใจกับงานจาก Siriraj ที่ไม่ได้ใช้เพียงวิธีเดียว แต่ใช้ Moveo และ Standard Fractional Stamping ต่อเนื่องกันในแต่ละ Session
อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับ Parameter หรือจำนวน Passes เหมือนกัน เพราะตำแหน่ง ความลึก และลักษณะของหลุมสิวแต่ละคนต่างกัน
เครื่องเดียวกันจึงไม่ได้แปลว่า Treatment ต้องเหมือนกัน
ถ้าอ้างอิงงาน Siriraj ล่าสุด Protocol ที่ศึกษาคือ 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1 เดือน และติดตามผลต่อไปจนถึง 6 เดือนหลัง Treatment ครั้งสุดท้าย
แต่นี่ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นสูตรว่า “หลุมสิวทุกคนต้องทำ 3 ครั้ง”
ในชีวิตจริง จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ทั้งชนิดของ Scar ความลึก พื้นที่ที่เป็น ปัญหา Skin Quality ร่วม และ Treatment อื่นที่วางแผนใช้ร่วมกัน
อีกเรื่องที่ควรเข้าใจคือ Collagen Remodeling ไม่ได้เกิดขึ้นเสร็จในวันทำ Treatment งานวิจัยด้าน Histology ของ 675 nm พบการเปลี่ยนแปลงของ Collagen ในตัวอย่างเนื้อเยื่อที่ประเมิน 45 วันหลังการรักษา
ดังนั้นการประเมินผลหลุมสิวจึงควรให้เวลาแก่ผิว ไม่ควรตัดสินจากภาพหลังทำไม่กี่วัน
บางคนพอ แต่หลายคนไม่พอ
โดยเฉพาะคนที่มีหลุมสิวหลายชนิดปนกัน หรือมีทั้ง Deep Scar และ Tethered Scar การพยายามใช้เครื่องเดียวแก้ทุกอย่างอาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะที่สุด
บางเคสอาจต้องวางแผนร่วมกับ Subcision หรือ Treatment อื่นที่เหมาะกับโครงสร้างของ Scar นั้น ๆ แล้วใช้โปรแกรม RedTouch Pro เป็นส่วนหนึ่งของแผนเพื่อดูแล Collagen และ Skin Texture
จุดสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามตอบว่า
“เครื่องไหนรักษาหลุมสิวดีที่สุด?”
แต่ควรเปลี่ยนเป็น
“หลุมสิวของเราเกิดจากอะไร และต้องแก้โครงสร้างส่วนไหนบ้าง?”
เมื่อเริ่มต้นจากคำถามนี้ การเลือก Treatment จะตรงกับปัญหามากกว่า
อ่านบทความเพิ่มเติม เรื่องการ subcision เลาะพังผืดหลุมสิว ที่นี่
โปรแกรม RedTouch Pro เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการดูแล Atrophic Acne Scars และ Uneven Skin Texture โดยมีข้อมูลทางคลินิกของเลเซอร์ 675 nm สนับสนุนมากขึ้น และล่าสุดมี Prospective Study ใน Fitzpatrick Skin Type III–IV จากประเทศไทยโดยตรงแล้ว
แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ หลุมสิวไม่ใช่โรคเดียวที่รักษาด้วยวิธีเดียว
บางคนต้องการ Collagen Remodeling เป็นหลัก บางคนมีพังผืดที่ต้องคลาย บางคนมีหลุมลึกที่ต้องใช้ Focal Treatment และหลายคนมีทั้งหมดนี้อยู่พร้อมกัน
เพราะฉะนั้นที่ Reva Clinic เราจึงไม่ได้เริ่มจากการเลือกเครื่อง แต่เริ่มจาก Scar Assessment ก่อน แล้วค่อยออกแบบ Treatment
สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Program RedTouch Pro ที่ Reva Clinic เพิ่มเติมได้